วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2558


หัวไชเท้า

หัวไชเท้า

หัวผักกาด หรือ หัวไชเท้า ภาษาอังกฤษคือ Radish หรือ White Radish (มักจะสะกดผิดเป็น หัวไชเท้า ที่ถูกต้องก็คือ หัวไช้เท้า) ส่วนหัวไชเท้า ชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Raphanus sativus var. longipinnatus มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศจีน โดยทั่วไปแล้วเจ้าหัวผักกาดนี้จะมีอยู่ด้วยกันหลายสีตามไม่ว่าจะเป็นสีขาว สีแดง สีม่วง สีชมพู และขนาดก็จะแตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์แยกย่อย (Subspecies)
หัวไชเท้า ตามตำราจีนนั้นถือว่ามีฤทธิ์เป็นยาเย็น แต่มีรสเผ็ดร้อน ซึ่งถือว่าผักชนิดนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อการทำงานของปอด กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ช่วยดับกระหายคลายร้อน แก้อาการไอเรื้อรัง มีเสมหะมาก อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก ซึ่งหากรับประทานหัวไชเท้าไปสักระยะหนึ่งแล้วอาการต่าง ๆเหล่านี้ก็จะบรรเทาอาการให้ดีขึ้น เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาเย็น จึงไม่ควรที่จะรับประทานหัวผักกาดกับยาหรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนอย่างโสมหรือตังกุย เพราะมันอาจจะไปสะเทินฤทธิ์กันเอง ทำให้โสมหรือตังกุยออกฤทธิ์ไม่ดีเท่าที่ควร แต่อย่าเข้าใจผิดไปว่าหัวผักกาดนี้มันจะไปทำลายฤทธิ์ของยาหรือสมุนไพรอื่น ๆทั้งหมด และการรับประทานหัวผักกาดนั้นจะรับประทานสุกหรือดิบก็ได้ แต่การรับประทานแบบดิบ ๆนั้นจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า
ประโยชน์ของหัวไชเท้า
  1. หัวไชเท้า เป็นผักที่หลาย ๆประเทศนิยมนำมาทำเป็นอาหาร เมนูหัวไชเท้า เช่น แกงจืด แกงส้ม ต้มจับฉ่าย ต้มจืดหัวไชเท้า ขนมหัวผักกาด สลัดหัวผักกาด ยำหัวผักกาด เป็นต้น
  2. หัวไชเท้าประโยชน์ของหัวผักกาด สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทองเชื่อว่ามีส่วนช่วยทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง ดูมีน้ำมีนวลเหมือนคนหนุ่มสาว
  3. เป็นผักสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่เป็นหวัด มีอาการไอ คออักเสบเรื้อรังและมีเสียงแหบแห้ง ด้วยการนำหัวไชเท้าสดมาล้างให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ไว้ในขวดแก้ว หลังจากนั้นโรคน้ำตาล 2-3 ช้อนโต๊ะ แล้วปิดฝาทิ้งไว้ 1 คืนแล้วรินน้ำดื่มเป็นประจำ
  4. คั้นเป็นน้ำดื่มดับกระหาย ด้วยการนำหัวไชเท้าสดมาคั้นเอาน้ำแล้วเติมน้ำขิง น้ำตาลทรายขาวพอหวาน แล้วนำมาต้มให้เดือดแล้วจิบบ่อย ๆ
  5. มีส่วนช่วยในการนอนหลับ
  6. มีส่วนช่วยแก้โรคประสาท
  7. หัวไชเท้าสรรพคุณ ช่วยลดความดันโลหิต
  8. หัวผักกาดมีสารลิกนิน (Lignin) ซึ่งจะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากความเสื่อมของเซลล์ และมีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้
  9. หัวไชเท้ามีสารเควอร์เซทิน (Quercetin) ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างภูมิต้านทานโรคและช่วยต่อต้านมะเร็ง
  10. ช่วยระงับอาการหอบ (เมล็ด)
  11. ช่วยในการเจริญอาหาร (ใบ,ทั้งต้น)
  12. หัวไชเท้าสรรพคุณช่วยลดอุณหภูมิความร้อนในร่างกาย
  13. ช่วยขยายหลอดลมและหลอดเลือด
  14. ประโยชน์หัวไชเท้า ช่วยบำรุงโลหิต (ราก)
  15. ช่วยทำให้หายใจโล่งขึ้น
  16. แก้อาการปวดศีรษะข้างเดียว (ราก)
  17. สรรพคุณหัวไชเท้า ช่วยในการขับและละลายเสมหะ
  18. แก้อาการไอหอบมีเสมหะมาก (เมล็ด)
  19. ช่วยเรียกน้ำลาย (ราก)
  20. แก้อาการอาเจียนเป็นเลือด กระอักเลือด (ราก)
  21. ช่วยรักษอาการต่อมน้ำนมบวม น้ำนมคั่ง (ใบ,ทั้งต้น)
  22. ช่วยในการกระตุ้นน้ำย่อย ช่วยในการย่อยอาหาร
  23. สรรพคุณหัวผักกาดขาว ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย (ใบ,ทั้งต้น)
  24. ชาวจีนเชื่อว่าหัวผักกาดมีผลต่อการเคลื่อนตัวของพลังซี่ ซึ่งมีผลต่อกระเพาะอาหารและระบบย่อย
  25. ใช้เป็นยาระบาย (เมล็ด)
  26. ช่วยรักษาอาการท้องร่วง บิด
  27. ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก
  28. ช่วยชำระล้างผนังกระเพาะอาหารและลำไส้
  29. ช่วยสมานลำไส้ (ราก)
  30. มีส่วนช่วยให้ปัสสาวะใส ไม่ขุ่น
  31. ช่วยบำรุงม้าม (ราก)
  32. ประโยชน์ของหัวไชเท้าช่วยส่งเสริมการทำงานของตับ จึงช่วยกำจัดพิษและของเสียในร่างกาย
  33. แก้อาการผิวหนังเป็นผื่นคันมีน้ำเหลือง ด้วยการใช้ใบสดน้ำมาคั้นเอาน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นผื่นคัน
  34. ชาวจีนสมัยก่อนนำหัวผักกาดมาใช้รักษาโรคหัดในเด็ก
  35. ในญี่ปุ่นมักนำหัวไชเท้าดิบมาขูดเป็นฝอยลงในซีอิ๊วใช้เป็นน้ำจิ้ม
  36. มีการนำมาแปรรูปเป็นหัวไช้โป๊ว ดอกเค็ม ตากแห้งเพื่อรับประทาน
  37. ในตำราอาหารญี่ปุ่นแนะนำว่าให้ต้มปลาหมึกตัวสดกับหัวไชเท้า ว่ากันว่าจะช่วยทำให้เนื้อปลาหมึกนุ่มมาก
  38. หัวไชเท้ารักษาฝ้ากระ ด้วยครีมหัวไชเท้า วิธีทําครีมหัวไชเท้า อย่างแรกให้นำหัวไชเท้ามาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกแล้วหั่นบาง ๆ หลังจากนั้นนำไปปั่นพอละเอียดแล้วใส่น้ำมะนาว 1 ช้อนแกงแล้วปั่นในโถอีกครั้งเป็นอันเสร็จ วิธีพอกหน้าด้วยหัวไชเท้าให้นำมาทาให้ทั่วผิวหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก หากทำเป็นประจำจะช่วยลดฝ้ากระให้จางลงได้
  39. หัวไช้เท้าพอกหน้า การรักษาหน้าด้วยหัวไชเท้าอีกสูตร วิธีพอกหน้าด้วยหัวไชเท้า อย่างแรกให้นำหัวไชเท้ามาล้างให้สะอาดไม่ต้องปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆประมาณ 2 ช้อนโต๊ะใส่ลงไปในโถปั่น แล้วใส่จมูกข้าวสาลีตามลงไป 1 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วปั่นจนละเอียดเป็นอันเสร็จ แล้วนำมาพอกบริเวณใบหน้า หรือพอกตามตัวเป็นเวลาประมาณ 15 นาทีแล้วจึงล้างออก ควรทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง (สำหรับบางคนการใช้ในช่วงระยะแรกอาจจะมีอาการแสบแดงบ้างเล็กน้อย ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นเรื่องปกติ หากทำไปสักระยะก็จะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น)                                                                                        หัวไชโป้ว(Pickle turnip                                                                                                                                                                                                                                                              
หัวไชโป้ว(Pickle turnip) หรือ หัวไชเท้าดองเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมรับประทานกันมา ทั้งยังสามารถเก็บไว้บริโภคได้นานทั้งปี หัวไชเท้าดองมีด้วยกัน 2 ชนิด คือ หัวไชโป้วดองเค็ม และ หัวไชโป้วหวาน
อาหารที่นิยมใช้หัวไชโป๊วมาเป็นส่วนประกอบได้แก่ หัวไชโป๊วดองเค็มผัดกับไข่ ไข่เจียวไชโป๊ว และในหน้าร้อนคนไทยนิยมรับประทานข้าวแช่ ซึ่งก็มีหัวไชโป๊วผัดหวานเป็นเครื่องเคียงด้วยเช่นกัน
หัวไชโป๊ว มีสรรพคุณ ล้างพิษ ขับพิษในร่างกาย ช่วยให้เจริญอาหาร แถมยังช่วยให้นอนหลับง่ายอีกด้วย
ผักกาดหัวหรือหัวไชเท้า (Raphanus sativus Linn) เป็นพืชพื้นเมือง ของเอเชีย นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย เนื่องจากเป็นพืชที่ ปลูกง่าย เติบโตเร็ว แต่มีข้อเสียว่า เมื่อถึงกำหนดเก็บเกี่ยวแล้วจะต้องถอน หัวขึ้นมาทันที เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้หัวฟ่าม ขายได้ราคาต่ำ เหตุนี้จึง ทำให้เกษตรกรต้องรีบขายหัวผักกาดนี้ไปโดยเร็ว ถึงแม้จะได้ราคาน้อย ก็ตาม
การแปรรูปผักกาดหัวให้เป็นผักกาดเค็ม ผักกาดดองหวานที่เรียกว่า หัวไชโป๊ว เป็นวิธีถนอมอาหารอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องรีบ ขายหัวผักกาดสดให้แก่พ่อค้าไปในราคาถูก หัวผักกาดเค็มเป็นอาหารอีก ชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมรับประทานกันมาก และยังสามารถเก็บไว้บริโภคได้ ทั้งปีหลังจากที่เหลือจากการจำหน่ายแล้ว
อุปกรณ์และวิธีทำ
วัตถุดิบ 
1. หัวผักกาด หัวผักกาดที่เหมาะในการทำหัวผักกาดเค็ม ควรจะ เป็นหัวผักกาดที่ยังใหม่ อ่อนและสด ควรเป็นพันธุ์หนักเพราะเป็นพันธุ์ที่มี เนื้อแน่น เมื่อแปรรูปแล้วจะได้หัวไชโป๊วที่มีลักษณะตรงกับความต้องการของ ตลาด เก็บเกี่ยวในช่วงอายุระหว่าง 42-48 วัน หลังปลูก
2. เกลือ
3. น้ำสะอาด
อุปกรณ์ 
1. มีด
2. ภาชนะ เช่น ไห อ่างหรือขวด สำหรับบรรจุหัวผักกาดเค็ม
3. กระด้ง
4. ถุงผ้า
วิธีทำ 
ก. การทำหัวผักกาดเค็ม
1. นำหัวผักกาดมาตัดขั้วหัวท้ายออก ล้างดินออกให้ สะอาด
2. เมื่อสะเด็ดน้ำแล้วนำไปผึ่งแดดนาน 6-8 ชั่วโมง
3. นำหัวผักกาดมาคลึงกับเกลือบนตะแกรงหรือกระด้งพอ ผิวช้ำอมเกลือทั่ว
4. หมักหัวผักกาดลงใส่อ่างทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นจึงโรยเกลือ ให้ทั่วแล้วนำไปผึ่งแดดตลอดวัน
5. ตอนเย็นเก็บใส่ถุงผ้าหนา ๆ หรือกระสอบ ทับด้วยของ หนัก ๆ ให้น้ำตก
6. รุ่งเช้านำไปผึ่งแดดอีกครั้งหนึ่ง ทำซ้ำ ๆ จนหัวผักกาดมี สีคล้ำจึงหยุดไม่ใส่เกลือและน้ำ เพียงแต่ผึ่งแดดต่อไปจนเป็นสีน้ำตาลแก่ ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 วัน
7. นำหัวผักกาดที่ได้นี้บรรจุใส่ไหหรือขวดที่นึ่งแล้ว ปิดฝา อัดแน่นให้เรียบร้อย ถ้าชอบให้มีรสหวานให้ใส่น้ำตาลปี๊บและใส่น้ำพอสมควรนำลงเคล้าผสมด้วย หลังจากเก็บไว้ 7 วัน สามารถนำมาบริโภค หรือเก็บไว้บริโภคได้ทั้งปี
ข. การทำหัวผักกาดดองหวาน
1. นำหัวผักกาดที่ทำเค็มแล้วอย่างชนิดหัวเล็กมาแช่น้ำสาร ส้มประมาณ 2 ชั่วโมง
2. เตรียมน้ำเชื่อม อัตราส่วนน้ำเชื่อม 1 ส่วนต่อผักกาดหัว สองส่วน น้ำเชื่อมนี้ควรใส่ใบเตยหรือน้ำกาแฟเล็กน้อย
3. นำขึ้นผึ่งให้สะเด็ดน้ำแล้วใส่ไห
4. ใส่น้ำเชื่อมที่ตั้งทิ้งไว้ให้เย็นแล้วลงไปในไหจนท่วมหัว ผักกาด แช่ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 วัน
5. นำขึ้นผึ่งให้สะเด็ดน้ำ แล้วบรรจุถุงจำหน่ายหรือไว้ใช้ รับประทานต่อไป
ค. การทำหัวผักกาดแก้ว
1. ล้างหัวผักกาดให้สะอาด ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นยาวพอ ประมาณ
2. แช่น้ำปูนใสประมาณ 1 ชั่วโมง ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ เคล้า เกลือให้ทั่วแล้วหมักไว้นาน 2 ชั่วโมง นำใส่ถุงผ้าหาของหนัก ๆ ทับให้น้ำตก
3. วันรุ่งขึ้นใส่ตะแกรงผึ่งแดดพอหมาด ๆ แดดเดียวก็พอ
4. ต้มน้ำปลา 1 ขวด กับน้ำตาลทราย 12 ช้อนโต๊ะเคี่ยว ให้เดือด ทิ้งไว้จนเย็น
5. นำน้ำปรุงรสนี้เทใส่ลงบนหัวผักกาดผึ่งแดดที่ได้จัดเรียง ไว้ในภาชนะจนท่วม
6. อุ่นน้ำปรุงรสทุกวัน ทิ้งไว้จนเย็นแล้วจึงนำหัวผักกาดแช่ ลงไปใหม่ ทำเช่นนี้ทุกวันจนครบ 15 วัน จึงนำมารับประทานได้
การที่อุ่นน้ำปรุงรสทุกวันเพื่อป้องกันการบูดเน่า การแปรรูปหัวผักกาดนี้นับว่าเป็นประโยชน์กับเกษตรกรอย่างมาก ทำให้เกษตรกรไม่จำต้อง รีบขายผักกาดหัวให้แก่พ่อค้าคนกลางในราคาที่ไม่เป็นธรรมอีกต่อไป
                                                อาหารจากหัวไชโป๊ว
ขนมเบื้องญวนเจ 
                               
อาหารเจที่ดีต่อสุขภาพ ควรมีส่วนผสมของธัญพืชเต็มเมล็ด ผัก และผลไม้เป็นหลัก เพื่อให้อาหารเจเป็นอาหารที่มีวิตามินที่หลากหลาย และมีใยอาหารสูง ช่วยให้อื่มนาน ระบบต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งระบบขับถ่ายทำงานได้ตามปกติ ซึ่งช่วยชะลออายุร่างกายได้เป็นอย่างดี ในเทศกาลกินเจปีนี้ ขอเสนอเมนูเจขนมเบื้องญวนเจ ที่ดัดแปลงไส้ขนมเบื้องให้เป็นเครื่องเจ อิ่มท้อง อิ่มใจ ไม่ซ้ำใคร
ส่วนผสม
ส่วนผสมแป้ง 
แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย 
แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ 
น้ำกะทิ   1/2 ถ้วย 
น้ำโซดา 1 ถ้วย 
เกลือ 1/2 ช้อนชา 
ขมิ้นผง 1 ช้อนชา 
น้ำมันพืช 1/2 ช้อนโต๊ะ 
ส่วนผสมไส้
เต้าหู้แข็ง หั่นเต๋า 70 กรัม 
หัวไชโป๊วเค็ม (ล้างแล้วหั่นเต๋า) 1/2 ถ้วยตวง 
มะพร้าวขูด 1/2 ถ้วย 
รากผักชี   1 ต้น 
พริกไทย 1/2 ช้อนชา 
ใบมะกรูดซอย 3 ใบ 
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ 
ซอสปรุงอาหารตราแม็กกี้   1 ช้อนโต๊ะ 
น้ำตาล 1/4 ช้อนโต๊ะ 
ถั่วงอก 300 กรัม 
ส่วนผสมน้ำจิ้มอาจาดสูตรเจ
แครอทหั่นฝอย 70 กรัม 
แตงกวา   1 ลูก 
น้ำส้มสายชู   1/2 ถ้วย 
น้ำตาลทราย   2 ช้อนโต๊ะ 
เกลือป่น   1/4 ช้อนชา 
พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแว่น 10 กรัม 
ผักชี   1 ต้น 
วิธีทำ
1. เตรียมแป้งขนมเบื้อง โดยเริ่มผสมส่วนผสมที่แห้งให้เข้ากันก่อนได้แก่ แป้ง ขมิ้นผง และเกลือ จากนั้นค่อยใส่โซดา แล้วตามด้วยกะทิ และน้ำมันพืช 
2. เตรียมส่วนของไส้ โดยโขลกรากผักชีกับพริกไทย เสร็จแล้วนำลงผัดกับหัวไชโป๊ว ตามด้วยมะพร้าวขูด และเต้าหู้ ปรุงรสด้วยซอสปรุงอาหารแม็กกี้และน้ำตาล ตามด้วยใบมะกรูดซอย ผัดจนหอม ตักขึ้นพักไว้ 
3. เตรียมน้ำอาจาด โดยละลายน้ำตาล น้ำส้มสายชูและเกลือเข้าด้วยกัน เมื่อจะเสิร์ฟจึงค่อยนำไปผสมกับแครอทหั่นฝอย พริกชี้ฟ้าแดง แตงกวา แล้วโรยหน้าด้วยผักชี 
4. ทอดแป้งขนมเบื้อง บนกระทะไฟกลางค่อนข้างสูง สังเกตเห็นแป้งสุกร่อนที่ขอบ จึงใส่ไส้และถั่วงอก โดยใส่ไส้ที่ด้านใดด้านหนึ่งเพื่อให้สามารถพับและตักเสิร์ฟได้
5.เมื่อสุกหอม และแป้งกรอบมากขึ้น พับแผ่นแป้งแล้วตักเสิร์ฟได้ทันที 

Cooking Tip ( เกร็ดน่ารู้ในการทำอาหารเพื่อสุขภาพ)
หัวไชโป๊วที่ซื้อมาอาจจะเค็มมาก ต้องไม่ลืมล้างและคั้นน้ำออก 2-3 ครั้งเพื่อล้างเค็มและกลิ่นที่ค่อนข้างแรงของไชโป๊ว 
Health Tip (เกร็ดน่ารู้ในการดูแลสุขภาพ)
เทศกาลกินเจ เป็นโอกาสดีที่เราได้รับโปรตีนที่ย่อยง่ายจากพืช เช่น เต้าหู้ซึ่งทำจากถั่วเหลือง โปรตีนเกษตร หรือถั่วต่างๆ แทนการบริโภคเนื้อสัตว์ ซึ่งช่วยให้ระบบย่อยอาหารไม่ต้องทำงานหนัก และที่สำคัญอาหารเจเป็นเมนูที่เต็มไปด้วยผัก ผลไม้ และธัญพืชที่เป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุที่ให้คุณค่าสารอาหารที่ต่างกันออกไป หากเรารู้จักเลือกและผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม ก็จะทำให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย 
ในแง่จิตใจ การละเว้นการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ช่วยให้จิตใจอิ่มเอม อิ่มบุญ นอกจากนี้ บางคนยังกินเจร่วมกับการถือศีล ที่เรียกว่าถือศีลกินเจ ซึ่งจะช่วยให้พูดดี คิดดี ทำดี เพิ่มพลังด้านบวกให้จิตใจ ส่งผลให้ชะลออายุร่างกายได้อีกด้วย



เอกสารอ้างอิง
1. http://www.tistr.or.th/t/publication/page_area_show_bc.asp?i1=76&i2=36
2.http://www.foodtravel.tv/recfoodShow_Detail.aspx?viewId=2169
3.https://www.youtube.com/watch?v=C6wM-cLXoeY


วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
                        
                                        ต้นกระท้อน

                     

ชื่อวิทยาศาสตร์:    Sandoricum koetjape

ชื่อวงศ์:                 MELIACEAE

ชื่อสามัญ:              Sentul, Santol, Red sentol, Yellow sentol

ชื่อพื้นเมือง:           เตียน ล่อน สะท้อน มะต้อง  มะติ๋น สตียา สะตู สะโต

ลักษณะทั่วไป:

    กระท้อนเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 15 - 30 เมตร อายุขัยเฉลี่ยประมาณ 40 - 50 ปี เปลือกต้นสีเทา ใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเรียงสลับ ใบย่อยรูปรีแกมไข่จนถึงขอบขนาน ขนาดประมาณ กว้าง 6 - 15 ซม. ยาว 8 - 20 ซม. เมื่อใบแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงดอกออกเป็นช่อ ที่ซอกใบบริเวณปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกสีเหลืองนวลผ ผลอ่อนสีเขียวมีน้ำยางสีขาว เมื่อผลแก่เปลือกผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและมีน้ำยางน้อยลง รูปกลมแป้น ผิวมีขนแบบกำมะหยี่อ่อนนุ่ม ขนาดประมาณ 5 - 15 เซนติเมตร ภายในผลจะมีเมล็ด 3-5 เมล็ด และมีปุยสีขาวหุ้มอยู่ ปุยที่รับประทานได้นี้พัฒนามาจากเปลือกหุ้มเมล็ด ซึ่งลักษณะ ของปุยและรสชาติจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละพันธุ์ เมล็ดรูปรี มีปลอกเหนียวห่อหุ้ม

ถิ่นกำเนิด:  แถบมลายูและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร

แหล่งที่พบ:  ทุกภาคทั่วประเทศ

ต้นกระท้อน

    กระท้อน มีรูปทรงกลม นับว่าเป็นผลไม้โบราณที่นิยมรับประทานมาจนถึงปัจจุบันเลยก็ว่าได้ ขณะที่ผลของกระท้อนยังไม่สุกนักจะมีสีออกเขียว ๆ และเมื่อสุก จะเปลี่ยนสีเป็นสีส้มผสมเหลืองนวลน่ารับประทาน บริเวณรอบ ๆ ผิว ของกระท้อนจะมีขนนุ่ม ๆ ปกคลุม เนื้อหุ้มเมล็ดเป็นปุยนุ่นหนาสีขาว ความหนานุ่มของเนื้อแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์ กระท้อนแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ กระท้อนพื้นเมืองหรือกระท้อนเปรี้ยว เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกกันตามบ้านเรือน ให้ผลดก ผลขนาดเล็ก เมล็ดใหญ่ เนื้อหุ้มเมล็ดบาง มีรสเปรี้ยว จึงไม่นิยมกินสด แต่มักนำไปแปรรูป เช่น กวน ตากแห้ง แช่อิ่ม หรือดอง ต่อมามีการคิดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์จนได้เป็นกระท้อนห่อหรือกระท้อนหวาน ที่ให้ผลใหญ่เมล็ดเล็ก เนื้อหุ้มเมล็ดฟู หนานุ่ม รสหวานอมเปรี้ยวอร่อยกว่าพันธุ์ดั้งเดิม มีหลากหลายพันธุ์ ทั้งพันธุ์ปุยฝ้าย อีล่า นิ่มนวล และทับทิม
                       
      แน่นอนว่ากระท้อนมีรสเปรี้ยวจึงอุดมไปด้วยวิตามินซี อีกทั้งยังมีวิตามินเอ มีเพกติน (PECTIN) ช่วยให้ระบบขับถ่ายมีประสิทธิภาพ และเป็นยาระบายอ่อน ๆ นอกจากนี้ยังมีฟอสฟอรัสซึ่งทำหน้าทีเผาผลาญไม่ให้คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ที่ไม่ได้ใช้งานตกค้างและสะสมในร่างกาย
      ในสมัยโบราณโบราณกล่าวไว้ว่า ใบสดต้ม แล้วนำเอาน้ำมาอาบบรรเทาไข้ ช่วยขับเหงื่อ เปลือกผลสามารถรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน เปลือกต้นสมารถนำมาต้มน้ำดื่มช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย รากใช้เป็นยาขับลม บรรเทาแก้ท้องเสีย บิด เสมือนเป็นยาธาตุ
 วิธีเลือกกระท้อนมากินผลสุก ควรเลือกผลที่มีเปลือกสีเหลืองอมส้ม หากมีเขียวปนแสดงว่ายังไม่สุกดี เมื่อเก็บจากต้น ควรตั้งทิ้งไว้ 2-3 วัน อย่างที่คนโบราณเรียกว่า ทิ้งไว้ให้ลืมต้น และยังเคล็ดลับบอกต่อ ๆ กันมาว่า การกินกระท้อนให้อร่อย ต้องทุบเบา ๆ พอให้น่วมทั่วผล กระท้อนจะมีรสหวานขึ้น แต่ถึงกระท้อนจะมีรสหวานอร่อยเพียงใด ก็ควรกินอย่างระมัดระวัง เพราะหากเมล็ดลื่นไหลเข้าไปในคอ อาจติดหลอดลมหรือเป็นอันตรายต่อลำไส้ได้ เนื่องจากเมล็ดกระท้อนค่อนข้างแข็งและมีปลายแหลม ส่วนการนำเนื้อกระท้อนไปประกอบอาหารหรือแปรรูปก็ควรแช่น้ำเกลือทิ้งไว้สักครู่ แล้วขยำเบา ๆ เพื่อลดความฝาดเสียก่อน
                     
ลักษณะของต้นกระท้อน

                

ต้น : ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ สูง 15-40 เมตร ต้นเปลา ตรง แตกกิ่งต่ำ เปลือกสีเทาอมน้ำตาล ค่อนข้างเรียบ


ใบ   ใบแก่จัดสีแดงอิฐหรือสีแสด ใบช่อ ยาว 20-40 ซม. ช่อติดเรียงสลับเวียนกันไป ใบปลายช่อเป็นใบเดี่ยว

 ดอก : ดอกช่อ ออกรวมเป็นช่อ ไม่แยกแขนงตามปลายกิ่ง ช่อยาว 5-15 ซม. มีขนนุ่มทั่วไป ดอกเล็ก สีเหลืองอ่อน หรือเขียวอ่อนอมเหลือง ดอกสมบรูณ์เพศ กลิ่นหอมอ่อนๆ

 ฝัก/ผล :  ผล กลมหรือแป้น อุ้มน้ำ ผลอ่อนสีเขียว แก่จัดสีเหลือง

 เมล็ด : เมล็ดรูปไต เรียงตามแนวตั้ง 5 เมล็ด
  
  สายพันธุ์           

      กระท้อนมีทั้งสายพันธุ์รสเปรี้ยวสำหรับทำกระท้อนดอง  แช่อิ่ม  กวน  หยี  และสายพันธุ์รสหวานหรือหวานอมเปรี้ยวสำหรับรับประทานผลสด                   

      สายพันธุ์ทั่วไป :         

     ผอบทอง.  เขียวหวาน.  ขันทอง.  ตาอยู่.  เทพรส.  เทพสำราญ. อีไหว.อีเปียก.  อีจืด. หลังห่อ.  บัวขาว.  ทับทิม.  ทองหยิบ.  อินทรชิต.  ทองใบใหญ่.  ไกรทอง. บางกร่าง.  นวลจันทร์.ขันทอง.  คุณพินัย.  สุภรัตน์.

      สายพันธุ์นิยม :                    

      ปุยฝ้าย (พันธุ์หนัก). อีล่า (พันธุ์หนัก). นิ่มนวล (พันธุ์เบา). ทับทิม (พันธุ์เบา).

      สายพันธุ์เด่น :                    

      ทับทิม (500-800 กรัม)  เป็นพันธุ์เบา ติดผลดก ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ก่อนพันธุ์อื่นๆ รสหวานจัด

      อีล่า (1-1.2 กก) เป็นพันธุ์หนัก ติดผลดกถึงดกมาก ผลผลิตเก็บเกี่ยวหลังสุด(ประมาณ ส.ค.-ก.ย.)ในบรรดากระท้อนด้วยกันและราคาดีที่สุด

      ทองหยิบ (1-1.5 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด

      ไหว (1.1.7 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด
      นิ่มนวล (500-800 กรัม) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด เนื้อนิ่มดีมาก
      กำมะหยี่ (500-800 กรัม) ติดผลดกกว่านิ่มนวล  รสหวานจัด  เนื้อนิ่มดีมาก
ฤดูกาลออกดอก:  ธันวาคมถึง เดือนมกราคมของทุกปี
การปลูก:  ปลูกแบบสวนยกร่อง และสวนที่ดอน
การขยายพันธุ์: 

    -     การเพาะเมล็ด ทำได้ง่ายแต่มักกลายพันธุ์
    -     การทาบกิ่ง
    -     การเสียบยอด
    -     การติดตา
    -     การตอนกิ่ง ไม่นิยมเพราะออกรากยาก
ส่วนที่มีกลิ่นหอม:  ดอก

 ประโยชน์ของกระท้อน

1.กระท้อนประโยชน์ ผลใช้รับประทานเป็นอาหาร ใช้ทำอาหารคาวหวานได้หลากชนิด เช่น แกงคั่ว แกงฮังเล ผัด ตำกระท้อน ส่วนอาหารหวานก็เช่น กระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนลอยแก้ว กระท้อนดอง 2.กระท้อนกวน กระท้อนแช่อิ่ม เยลลี่กระท้อน แยมกระท้อน น้ำกระท้อน หรือใช้กินเป็นผลไม้สดก็ได้เช่นกัน (ผล)
3.ลำต้นใช้ทำเป็นไม้ใช้สอยต่าง ๆ เช่น ทำไม้กระดาน เป็นต้น (ต้น)
4.กระท้อนเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว มีฤทธิ์เย็น จึงเหมาะกับผู้ที่เกิดในเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม ซึ่งธาตุเจ้าเรือนอยู่ในธาตุน้ำ

สรรพคุณทางยา: 

    -    ใบสด ใช้ขับเหงื่อ ต้มอาบแก้ไข้
    -    เปลือก รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน
    -    ผล ฝาดสมาน เป็นอาหาร
    -    ราก เป็นยาขับลม แก้ท้องเสีย บิด เป็นยาธาตุ ใช้เป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้
ส่วนที่ใช้บริโภค:  กินได้ทั้งเนื้อที่เป็นปุยสีขาวและเนื้อไต้เปลือกนิยมกินเป็นผลไม้สดจิ้ม พริกกับเกลือ หรือน้ำปลาหวาน ใช้ปรุงเป็นอาหารคาวหวานได้หลายชนิด เช่น แกงกบกระท้อน แกงอ่อมปลาดุก แกงฮังเลกระท้อน แกงคั่วกระท้อน (แทนสับประรด) ผัดเมี่ยง ตำกระท้อน กระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนลอยแก้ว น้ำกระท้อน  กระท้อนดอง กระท้อนในน้ำเชื่อม กระท้อนแช่อิ่ม แยมกระท้อน กระท้อนกวน และเยลลี่กระท้อน เป็นต้น
วีดิโอ
                                        
แหล่งอ้างอิง :
        วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), เว็บไซต์สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
        http://www.nanagarden.com
        http://www.il.mahidol.ac.th
        http://www.rspg.or.th
        http://www.xn--22c0cpkaok4bya8ih1l7b.com
        https://www.youtube.com