วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
                        
                                        ต้นกระท้อน

                     

ชื่อวิทยาศาสตร์:    Sandoricum koetjape

ชื่อวงศ์:                 MELIACEAE

ชื่อสามัญ:              Sentul, Santol, Red sentol, Yellow sentol

ชื่อพื้นเมือง:           เตียน ล่อน สะท้อน มะต้อง  มะติ๋น สตียา สะตู สะโต

ลักษณะทั่วไป:

    กระท้อนเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 15 - 30 เมตร อายุขัยเฉลี่ยประมาณ 40 - 50 ปี เปลือกต้นสีเทา ใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเรียงสลับ ใบย่อยรูปรีแกมไข่จนถึงขอบขนาน ขนาดประมาณ กว้าง 6 - 15 ซม. ยาว 8 - 20 ซม. เมื่อใบแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงดอกออกเป็นช่อ ที่ซอกใบบริเวณปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกสีเหลืองนวลผ ผลอ่อนสีเขียวมีน้ำยางสีขาว เมื่อผลแก่เปลือกผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและมีน้ำยางน้อยลง รูปกลมแป้น ผิวมีขนแบบกำมะหยี่อ่อนนุ่ม ขนาดประมาณ 5 - 15 เซนติเมตร ภายในผลจะมีเมล็ด 3-5 เมล็ด และมีปุยสีขาวหุ้มอยู่ ปุยที่รับประทานได้นี้พัฒนามาจากเปลือกหุ้มเมล็ด ซึ่งลักษณะ ของปุยและรสชาติจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละพันธุ์ เมล็ดรูปรี มีปลอกเหนียวห่อหุ้ม

ถิ่นกำเนิด:  แถบมลายูและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร

แหล่งที่พบ:  ทุกภาคทั่วประเทศ

ต้นกระท้อน

    กระท้อน มีรูปทรงกลม นับว่าเป็นผลไม้โบราณที่นิยมรับประทานมาจนถึงปัจจุบันเลยก็ว่าได้ ขณะที่ผลของกระท้อนยังไม่สุกนักจะมีสีออกเขียว ๆ และเมื่อสุก จะเปลี่ยนสีเป็นสีส้มผสมเหลืองนวลน่ารับประทาน บริเวณรอบ ๆ ผิว ของกระท้อนจะมีขนนุ่ม ๆ ปกคลุม เนื้อหุ้มเมล็ดเป็นปุยนุ่นหนาสีขาว ความหนานุ่มของเนื้อแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์ กระท้อนแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ กระท้อนพื้นเมืองหรือกระท้อนเปรี้ยว เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกกันตามบ้านเรือน ให้ผลดก ผลขนาดเล็ก เมล็ดใหญ่ เนื้อหุ้มเมล็ดบาง มีรสเปรี้ยว จึงไม่นิยมกินสด แต่มักนำไปแปรรูป เช่น กวน ตากแห้ง แช่อิ่ม หรือดอง ต่อมามีการคิดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์จนได้เป็นกระท้อนห่อหรือกระท้อนหวาน ที่ให้ผลใหญ่เมล็ดเล็ก เนื้อหุ้มเมล็ดฟู หนานุ่ม รสหวานอมเปรี้ยวอร่อยกว่าพันธุ์ดั้งเดิม มีหลากหลายพันธุ์ ทั้งพันธุ์ปุยฝ้าย อีล่า นิ่มนวล และทับทิม
                       
      แน่นอนว่ากระท้อนมีรสเปรี้ยวจึงอุดมไปด้วยวิตามินซี อีกทั้งยังมีวิตามินเอ มีเพกติน (PECTIN) ช่วยให้ระบบขับถ่ายมีประสิทธิภาพ และเป็นยาระบายอ่อน ๆ นอกจากนี้ยังมีฟอสฟอรัสซึ่งทำหน้าทีเผาผลาญไม่ให้คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ที่ไม่ได้ใช้งานตกค้างและสะสมในร่างกาย
      ในสมัยโบราณโบราณกล่าวไว้ว่า ใบสดต้ม แล้วนำเอาน้ำมาอาบบรรเทาไข้ ช่วยขับเหงื่อ เปลือกผลสามารถรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน เปลือกต้นสมารถนำมาต้มน้ำดื่มช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย รากใช้เป็นยาขับลม บรรเทาแก้ท้องเสีย บิด เสมือนเป็นยาธาตุ
 วิธีเลือกกระท้อนมากินผลสุก ควรเลือกผลที่มีเปลือกสีเหลืองอมส้ม หากมีเขียวปนแสดงว่ายังไม่สุกดี เมื่อเก็บจากต้น ควรตั้งทิ้งไว้ 2-3 วัน อย่างที่คนโบราณเรียกว่า ทิ้งไว้ให้ลืมต้น และยังเคล็ดลับบอกต่อ ๆ กันมาว่า การกินกระท้อนให้อร่อย ต้องทุบเบา ๆ พอให้น่วมทั่วผล กระท้อนจะมีรสหวานขึ้น แต่ถึงกระท้อนจะมีรสหวานอร่อยเพียงใด ก็ควรกินอย่างระมัดระวัง เพราะหากเมล็ดลื่นไหลเข้าไปในคอ อาจติดหลอดลมหรือเป็นอันตรายต่อลำไส้ได้ เนื่องจากเมล็ดกระท้อนค่อนข้างแข็งและมีปลายแหลม ส่วนการนำเนื้อกระท้อนไปประกอบอาหารหรือแปรรูปก็ควรแช่น้ำเกลือทิ้งไว้สักครู่ แล้วขยำเบา ๆ เพื่อลดความฝาดเสียก่อน
                     
ลักษณะของต้นกระท้อน

                

ต้น : ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ สูง 15-40 เมตร ต้นเปลา ตรง แตกกิ่งต่ำ เปลือกสีเทาอมน้ำตาล ค่อนข้างเรียบ


ใบ   ใบแก่จัดสีแดงอิฐหรือสีแสด ใบช่อ ยาว 20-40 ซม. ช่อติดเรียงสลับเวียนกันไป ใบปลายช่อเป็นใบเดี่ยว

 ดอก : ดอกช่อ ออกรวมเป็นช่อ ไม่แยกแขนงตามปลายกิ่ง ช่อยาว 5-15 ซม. มีขนนุ่มทั่วไป ดอกเล็ก สีเหลืองอ่อน หรือเขียวอ่อนอมเหลือง ดอกสมบรูณ์เพศ กลิ่นหอมอ่อนๆ

 ฝัก/ผล :  ผล กลมหรือแป้น อุ้มน้ำ ผลอ่อนสีเขียว แก่จัดสีเหลือง

 เมล็ด : เมล็ดรูปไต เรียงตามแนวตั้ง 5 เมล็ด
  
  สายพันธุ์           

      กระท้อนมีทั้งสายพันธุ์รสเปรี้ยวสำหรับทำกระท้อนดอง  แช่อิ่ม  กวน  หยี  และสายพันธุ์รสหวานหรือหวานอมเปรี้ยวสำหรับรับประทานผลสด                   

      สายพันธุ์ทั่วไป :         

     ผอบทอง.  เขียวหวาน.  ขันทอง.  ตาอยู่.  เทพรส.  เทพสำราญ. อีไหว.อีเปียก.  อีจืด. หลังห่อ.  บัวขาว.  ทับทิม.  ทองหยิบ.  อินทรชิต.  ทองใบใหญ่.  ไกรทอง. บางกร่าง.  นวลจันทร์.ขันทอง.  คุณพินัย.  สุภรัตน์.

      สายพันธุ์นิยม :                    

      ปุยฝ้าย (พันธุ์หนัก). อีล่า (พันธุ์หนัก). นิ่มนวล (พันธุ์เบา). ทับทิม (พันธุ์เบา).

      สายพันธุ์เด่น :                    

      ทับทิม (500-800 กรัม)  เป็นพันธุ์เบา ติดผลดก ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ก่อนพันธุ์อื่นๆ รสหวานจัด

      อีล่า (1-1.2 กก) เป็นพันธุ์หนัก ติดผลดกถึงดกมาก ผลผลิตเก็บเกี่ยวหลังสุด(ประมาณ ส.ค.-ก.ย.)ในบรรดากระท้อนด้วยกันและราคาดีที่สุด

      ทองหยิบ (1-1.5 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด

      ไหว (1.1.7 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด
      นิ่มนวล (500-800 กรัม) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด เนื้อนิ่มดีมาก
      กำมะหยี่ (500-800 กรัม) ติดผลดกกว่านิ่มนวล  รสหวานจัด  เนื้อนิ่มดีมาก
ฤดูกาลออกดอก:  ธันวาคมถึง เดือนมกราคมของทุกปี
การปลูก:  ปลูกแบบสวนยกร่อง และสวนที่ดอน
การขยายพันธุ์: 

    -     การเพาะเมล็ด ทำได้ง่ายแต่มักกลายพันธุ์
    -     การทาบกิ่ง
    -     การเสียบยอด
    -     การติดตา
    -     การตอนกิ่ง ไม่นิยมเพราะออกรากยาก
ส่วนที่มีกลิ่นหอม:  ดอก

 ประโยชน์ของกระท้อน

1.กระท้อนประโยชน์ ผลใช้รับประทานเป็นอาหาร ใช้ทำอาหารคาวหวานได้หลากชนิด เช่น แกงคั่ว แกงฮังเล ผัด ตำกระท้อน ส่วนอาหารหวานก็เช่น กระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนลอยแก้ว กระท้อนดอง 2.กระท้อนกวน กระท้อนแช่อิ่ม เยลลี่กระท้อน แยมกระท้อน น้ำกระท้อน หรือใช้กินเป็นผลไม้สดก็ได้เช่นกัน (ผล)
3.ลำต้นใช้ทำเป็นไม้ใช้สอยต่าง ๆ เช่น ทำไม้กระดาน เป็นต้น (ต้น)
4.กระท้อนเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว มีฤทธิ์เย็น จึงเหมาะกับผู้ที่เกิดในเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม ซึ่งธาตุเจ้าเรือนอยู่ในธาตุน้ำ

สรรพคุณทางยา: 

    -    ใบสด ใช้ขับเหงื่อ ต้มอาบแก้ไข้
    -    เปลือก รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน
    -    ผล ฝาดสมาน เป็นอาหาร
    -    ราก เป็นยาขับลม แก้ท้องเสีย บิด เป็นยาธาตุ ใช้เป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้
ส่วนที่ใช้บริโภค:  กินได้ทั้งเนื้อที่เป็นปุยสีขาวและเนื้อไต้เปลือกนิยมกินเป็นผลไม้สดจิ้ม พริกกับเกลือ หรือน้ำปลาหวาน ใช้ปรุงเป็นอาหารคาวหวานได้หลายชนิด เช่น แกงกบกระท้อน แกงอ่อมปลาดุก แกงฮังเลกระท้อน แกงคั่วกระท้อน (แทนสับประรด) ผัดเมี่ยง ตำกระท้อน กระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนลอยแก้ว น้ำกระท้อน  กระท้อนดอง กระท้อนในน้ำเชื่อม กระท้อนแช่อิ่ม แยมกระท้อน กระท้อนกวน และเยลลี่กระท้อน เป็นต้น
วีดิโอ
                                        
แหล่งอ้างอิง :
        วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), เว็บไซต์สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
        http://www.nanagarden.com
        http://www.il.mahidol.ac.th
        http://www.rspg.or.th
        http://www.xn--22c0cpkaok4bya8ih1l7b.com
        https://www.youtube.com




    ไม่มีความคิดเห็น:

    แสดงความคิดเห็น