สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
ต้นกระท้อน
.jpg)
ชื่อวิทยาศาสตร์: Sandoricum koetjape
ชื่อวงศ์: MELIACEAE
ชื่อสามัญ: Sentul, Santol, Red sentol, Yellow sentol
ชื่อพื้นเมือง: เตียน ล่อน สะท้อน มะต้อง มะติ๋น สตียา สะตู สะโต
ลักษณะทั่วไป:
กระท้อนเป็นไม้ยืนต้น
สูงประมาณ 15 - 30 เมตร อายุขัยเฉลี่ยประมาณ 40 - 50 ปี
เปลือกต้นสีเทา ใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเรียงสลับ
ใบย่อยรูปรีแกมไข่จนถึงขอบขนาน ขนาดประมาณ กว้าง 6 - 15
ซม. ยาว 8 - 20 ซม.
เมื่อใบแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงดอกออกเป็นช่อ ที่ซอกใบบริเวณปลายกิ่ง
ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกสีเหลืองนวลผ ผลอ่อนสีเขียวมีน้ำยางสีขาว
เมื่อผลแก่เปลือกผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและมีน้ำยางน้อยลง รูปกลมแป้น
ผิวมีขนแบบกำมะหยี่อ่อนนุ่ม ขนาดประมาณ 5 - 15 เซนติเมตร
ภายในผลจะมีเมล็ด 3-5 เมล็ด และมีปุยสีขาวหุ้มอยู่ ปุยที่รับประทานได้นี้พัฒนามาจากเปลือกหุ้มเมล็ด
ซึ่งลักษณะ ของปุยและรสชาติจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละพันธุ์ เมล็ดรูปรี
มีปลอกเหนียวห่อหุ้ม
ถิ่นกำเนิด:
แถบมลายูและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร
แหล่งที่พบ:
ทุกภาคทั่วประเทศ
ต้นกระท้อน
กระท้อน มีรูปทรงกลม
นับว่าเป็นผลไม้โบราณที่นิยมรับประทานมาจนถึงปัจจุบันเลยก็ว่าได้
ขณะที่ผลของกระท้อนยังไม่สุกนักจะมีสีออกเขียว ๆ และเมื่อสุก
จะเปลี่ยนสีเป็นสีส้มผสมเหลืองนวลน่ารับประทาน บริเวณรอบ ๆ ผิว
ของกระท้อนจะมีขนนุ่ม ๆ ปกคลุม เนื้อหุ้มเมล็ดเป็นปุยนุ่นหนาสีขาว ความหนานุ่มของเนื้อแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์
กระท้อนแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ กระท้อนพื้นเมืองหรือกระท้อนเปรี้ยว
เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกกันตามบ้านเรือน ให้ผลดก ผลขนาดเล็ก เมล็ดใหญ่
เนื้อหุ้มเมล็ดบาง มีรสเปรี้ยว จึงไม่นิยมกินสด แต่มักนำไปแปรรูป เช่น กวน ตากแห้ง
แช่อิ่ม หรือดอง
ต่อมามีการคิดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์จนได้เป็นกระท้อนห่อหรือกระท้อนหวาน
ที่ให้ผลใหญ่เมล็ดเล็ก เนื้อหุ้มเมล็ดฟู หนานุ่ม
รสหวานอมเปรี้ยวอร่อยกว่าพันธุ์ดั้งเดิม มีหลากหลายพันธุ์ ทั้งพันธุ์ปุยฝ้าย อีล่า
นิ่มนวล และทับทิม

ลักษณะของต้นกระท้อน
ต้น : ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ สูง 15-40
เมตร ต้นเปลา ตรง แตกกิ่งต่ำ เปลือกสีเทาอมน้ำตาล ค่อนข้างเรียบ
ใบ : ใบแก่จัดสีแดงอิฐหรือสีแสด
ใบช่อ ยาว 20-40 ซม. ช่อติดเรียงสลับเวียนกันไป
ใบปลายช่อเป็นใบเดี่ยว

ดอก : ดอกช่อ ออกรวมเป็นช่อ
ไม่แยกแขนงตามปลายกิ่ง ช่อยาว 5-15 ซม. มีขนนุ่มทั่วไป ดอกเล็ก
สีเหลืองอ่อน หรือเขียวอ่อนอมเหลือง ดอกสมบรูณ์เพศ กลิ่นหอมอ่อนๆ

ฝัก/ผล : ผล กลมหรือแป้น อุ้มน้ำ
ผลอ่อนสีเขียว แก่จัดสีเหลือง
เมล็ด : เมล็ดรูปไต เรียงตามแนวตั้ง 5
เมล็ด
สายพันธุ์
กระท้อนมีทั้งสายพันธุ์รสเปรี้ยวสำหรับทำกระท้อนดอง แช่อิ่ม
กวน หยี
และสายพันธุ์รสหวานหรือหวานอมเปรี้ยวสำหรับรับประทานผลสด
สายพันธุ์ทั่วไป :
ผอบทอง.
เขียวหวาน. ขันทอง. ตาอยู่.
เทพรส. เทพสำราญ. อีไหว.อีเปียก. อีจืด. หลังห่อ. บัวขาว.
ทับทิม. ทองหยิบ. อินทรชิต.
ทองใบใหญ่. ไกรทอง. บางกร่าง. นวลจันทร์.ขันทอง. คุณพินัย.
สุภรัตน์.
สายพันธุ์นิยม :
ปุยฝ้าย (พันธุ์หนัก). อีล่า (พันธุ์หนัก). นิ่มนวล (พันธุ์เบา). ทับทิม
(พันธุ์เบา).
สายพันธุ์เด่น :
ทับทิม (500-800 กรัม)
เป็นพันธุ์เบา ติดผลดก ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ก่อนพันธุ์อื่นๆ รสหวานจัด
อีล่า (1-1.2 กก) เป็นพันธุ์หนัก ติดผลดกถึงดกมาก
ผลผลิตเก็บเกี่ยวหลังสุด(ประมาณ ส.ค.-ก.ย.)ในบรรดากระท้อนด้วยกันและราคาดีที่สุด
ทองหยิบ (1-1.5 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด
ไหว (1.1.7 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด
นิ่มนวล (500-800 กรัม) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด
เนื้อนิ่มดีมาก
กำมะหยี่ (500-800 กรัม) ติดผลดกกว่านิ่มนวล รสหวานจัด
เนื้อนิ่มดีมาก
ฤดูกาลออกดอก:
ธันวาคมถึง เดือนมกราคมของทุกปี
การปลูก:
ปลูกแบบสวนยกร่อง และสวนที่ดอน
การขยายพันธุ์:
- การเพาะเมล็ด
ทำได้ง่ายแต่มักกลายพันธุ์
- การทาบกิ่ง
- การเสียบยอด
- การติดตา
- การตอนกิ่ง ไม่นิยมเพราะออกรากยาก
ส่วนที่มีกลิ่นหอม: ดอก
ประโยชน์ของกระท้อน
1.กระท้อนประโยชน์ ผลใช้รับประทานเป็นอาหาร
ใช้ทำอาหารคาวหวานได้หลากชนิด เช่น แกงคั่ว แกงฮังเล ผัด ตำกระท้อน
ส่วนอาหารหวานก็เช่น กระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนลอยแก้ว กระท้อนดอง 2.กระท้อนกวน
กระท้อนแช่อิ่ม เยลลี่กระท้อน แยมกระท้อน น้ำกระท้อน หรือใช้กินเป็นผลไม้สดก็ได้เช่นกัน
(ผล)
3.ลำต้นใช้ทำเป็นไม้ใช้สอยต่าง ๆ
เช่น ทำไม้กระดาน เป็นต้น (ต้น)
4.กระท้อนเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว มีฤทธิ์เย็น จึงเหมาะกับผู้ที่เกิดในเดือนสิงหาคม
กันยายน และตุลาคม ซึ่งธาตุเจ้าเรือนอยู่ในธาตุน้ำ
สรรพคุณทางยา:
- ใบสด ใช้ขับเหงื่อ ต้มอาบแก้ไข้
- เปลือก รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน
- ผล ฝาดสมาน เป็นอาหาร
- ราก เป็นยาขับลม แก้ท้องเสีย บิด
เป็นยาธาตุ ใช้เป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้
ส่วนที่ใช้บริโภค: กินได้ทั้งเนื้อที่เป็นปุยสีขาวและเนื้อไต้เปลือกนิยมกินเป็นผลไม้สดจิ้ม พริกกับเกลือ หรือน้ำปลาหวาน ใช้ปรุงเป็นอาหารคาวหวานได้หลายชนิด เช่น แกงกบกระท้อน แกงอ่อมปลาดุก แกงฮังเลกระท้อน แกงคั่วกระท้อน (แทนสับประรด) ผัดเมี่ยง ตำกระท้อน กระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนลอยแก้ว น้ำกระท้อน กระท้อนดอง กระท้อนในน้ำเชื่อม กระท้อนแช่อิ่ม แยมกระท้อน กระท้อนกวน และเยลลี่กระท้อน เป็นต้น
วีดิโอ
แหล่งอ้างอิง :
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.), เว็บไซต์สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
http://www.nanagarden.com
http://www.il.mahidol.ac.th
http://www.rspg.or.th
http://www.xn--22c0cpkaok4bya8ih1l7b.com
https://www.youtube.com
http://www.nanagarden.com
http://www.il.mahidol.ac.th
http://www.rspg.or.th
http://www.xn--22c0cpkaok4bya8ih1l7b.com
https://www.youtube.com
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น